“ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ”เรือนจำต้นแบบ“ข้อกำหนดกรุงเทพ” คืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

วันที่ 25 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ UNODC ทรงนำคณะทูตานุทูต ผู้แทนระดับสูงกรมราชทัณฑ์อาเซียน และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ศึกษาดูงานการปรับปรุงทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ที่มาภาพ : สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย(TIJ)
“ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่” เป็นหนึ่งในเรือนจำต้นแบบด้านการปรับปรุงเรือนจำตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) หรือ “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” ที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นแนวคิดริเริ่มจากพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการบริหารจัดการเรือนจำและผู้ต้องขังหญิงโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนที่ควรจะได้รับ

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ ทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม, สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ผลักดันให้มีการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ด้วยการคำนึงถึงศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยความเข้าใจและเห็นใจ ขณะเดียวกันได้มุ่งสร้างชุมชนที่ปลอดภัย ด้วยการเตรียมความพร้อมในการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษ

สำหรับทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ สามารถนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติได้ผลเป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ผ่านการประเมินการปฏิบัติของเรือนจำตามข้อกำหนดกรุงเทพ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับการกำหนดนโยบาย ไปจนถึงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งกระบวนการ จนได้รับการประกาศให้เป็น “เรือนจำต้นแบบ” เมื่อปี 2558

วันที่ 25 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ UNODC ทรงนำคณะทูตานุทูต ผู้แทนระดับสูงกรมราชทัณฑ์อาเซียน และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ศึกษาดูงานการปรับปรุงทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการศึกษาดูงานและสัมมนาวิชาการ “เสริมพลังแก่ชุมชนและสตรีกลุ่มเปราะบาง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดโดย UNODC ร่วมกับ TIJ ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2561

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เดิมคือเรือนจำกลางเชียงใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตั้งอยู่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนผู้ต้องขังหญิงรวม 1,981 คน มีเจ้าหน้าที่หญิงดูแลจำนวน 75 คน โดยร้อยละ 80 ต้องโทษข้อหาคดียาเสพติด

ภายในเรือนจำ มีการปรับปรุงและการบริหารโดยคำนึงถึงความต้องการที่สอดคล้องกับเพศสภาพของผู้ต้องขังหญิง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับตัว การจัดทำทะเบียนประวัติ การตรวจค้น การดูแลสุขภาพอนามัยและการเจริญพันธุ์ รวมทั้งการจัดโปรแกรมดูแลผู้ต้องขังกลุ่มเฉพาะ เช่น ผู้ต้องขังตั้งครรภ์ ชาวต่างชาติ ชนกลุ่มน้อย และผู้สูงวัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพ

มีการปรับปรุงเรือนจำด้านกายภาพให้มีความสะอาดสวยงาม มีอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะทางกาย นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการปรับปรุงสภาพจิตใจและทัศนคติ มีการจัดโปรแกรมอบรมให้โอกาสทางการศึกษา มีห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตเพื่อช่วยพัฒนาความรู้ มีกิจกรรมสันทนาการตามความชอบของแต่ละคน

โดยเฉพาะ Happy Center “ห้องเปลี่ยนชีวิต ที่บ่มเพาะแรงบันดาลใจ” ห้องที่จัดทำพิเศษเพื่อให้ผู้ต้องขังได้มาเรียนรู้ตนเอง ทั้งจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายในกลุ่ม และจากการพูดคุยกับนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา

ขณะเดียวกันยังมีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังคืนสู่สังคม ที่ตอบโจทย์ข้อกำหนดกรุงเทพได้เป็นอย่างดี โดยเส้นทางความสำเร็จของการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว อยู่ที่การวางแผนอนาคตผู้ต้องขังรายบุคคลตั้งแต่ช่วงแรกรับ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำมีประสิทธิภาพ แล้วจึงกำหนดโปรแกรมการพัฒนาเป็นรายบุคคล

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการฝึกอาชีพที่ครอบคลุมหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น อาหาร-เครื่องดื่ม, ขนมไทย-เบเกอรี่, นวดแผนไทย, ท้อผ้าไหม, ทอผ้าฝ้ายฯลฯ และเนื่องจากทัณฑสถานตั้งอยู่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โปรแกรมการนวดแผนไทย งานด้านอาหาร และการบริการ จึงเป็นสาขาอาชีพที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้ต้องขัง

สล็อต

ภายในเรือนจำยังจัดให้มีสถานที่สำหรับฝึกการปฏิบัติงานจริงให้กับผู้ต้องขัง โดยพวกเขาจะมีโอกาสได้ฝึกทั้งทักษะภาษา การบริการ และการปฏิบัติจริงเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจก่อนก้าวสู่ชีวิตใหม่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระดำรัสตอนหนึ่งว่า “หลายปีที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ของไทยและทัณฑสถานหญิงอีกหลายแห่งรวมถึงแห่งที่พวกเราเข้ามาเยี่ยมชมในวันนี้ ได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะริเริ่มและดำเนินการปฏิรูประบบงานด้านการปฏิบัติและการฟื้นฟูผู้กระทำผิด การปฏิรูปต่างๆ นี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง อีกทั้งยังมีส่วนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในภาพรวมด้วย ซึ่งทำได้โดยอาศัยการตอบสนองความต้องการของผู้กระทำผิดในการกลับตัวเป็นคนดี ช่วยลดความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำหลังพ้นโทษไปแล้ว ซึ่งถือเป็นกลไกลหนึ่งในการป้องกันอาชญากรรม”

นางบุษบา ศักรางกูร ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ กล่าวว่า ข้อกำหนดกรุงเทพ เป็นแนวทางที่ทำให้การทำงานกับผู้ต้องขังหญิงมีความชัดเจน ตอบสากลได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือแม้แต่แนวทางในการจัดการ หรือการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในรูปแบบต่างๆ

คุณออย อดีตผู้ต้องขัง เล่าว่าตนเลือกที่จะเรียนอาชีพทุกอย่างที่อยู่ในเรือนจำ เพราะคิดว่าออกมาแล้วจะไม่เหลือใคร แล้วก็ไม่เหลือใครจริงๆ เราต้องเป็นที่พึ่งให้กับตัวเอง จะมัวมาอ่อนแอ หรือไม่รู้จักคิดก็คงจะไม่ได้

“มันอยู่ที่ความขยัน อยู่ความอดทนของเราเท่านั้นเอง แล้วมันก็จะไปได้ด้วยดี ก็ขอบคุณทุกๆท่าน เพราะว่า ณ ที่ตรงนั้น(ในเรือนจำ) ทุกคนจะมองว่าเป็นที่ที่ไม่ดี แต่สำหรับออย ออยได้สิ่งดีๆ จากที่นั่นเยอะมาก”

ขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ คืนคนดีสู่สังคม
นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการปฏิบัติพระกรณียกิจ ในฐานะทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ UNODC ในการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักนิติธรรม

โดยการศึกษาจากตัวอย่างจริงซึ่งมีการดำเนินงานในประเทศไทย ทั้งในมิติด้านดูแลแก้ไขผู้กระทำผิด โดยคำนึงถึงความต้องการอันมีลักษณะเฉพาะของผู้ต้องขังหญิง และการเสริมสร้างศักยภาพในการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชนเมื่อคนเหล่านี้กลับสู่สังคม ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังยกย่องความสำเร็จอันยอดเยี่ยมของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ที่นำข้อกำหนดกรุงเทพมาบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นหนึ่งในเรือนจำต้นแบบ เพื่อการศึกษาดูงานให้แก่กรมราชทัณฑ์อื่นๆ ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน

นายเจเรมีกล่าวว่า การขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ สู่การเป็นเรือนจำต้นแบบของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนด้านงบประมาณและการปฏิบัติทางเทคนิคเท่านั้น แต่การคืนคนดีกลับสู่สังคมนั้น ยังต้องมีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีพื้นที่ในสังคมสำหรับผู้หญิงที่เคยกระทำผิด กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว ในสภาพแวดล้อมเดิม โดยไม่หวนไปกระทำผิดซ้ำอีก

สล็อตออนไลน์

ป้องกันอาชญากรรมด้วยมิติการ “พัฒนา”ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง TIJ และ UNODC ในครั้งนี้ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเพื่อรับมือกับอาชญากรรม และช่วยส่งเสริมประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในการสร้างศักยภาพ ผ่านข้อมูลทางวิชาการและเครือข่ายที่เข้มแข็ง

“ผมเชื่อว่าการสร้างความเชื่อมั่นมีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรม และจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย ด้วยการพัฒนาสถาบันในกระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพได้”

ส่วนความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการยุติธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรเน้นถึงองค์ประกอบของการป้องกันอาชญากรรม ด้วยกลยุทธ์อันนำไปสู่การพัฒนาและการเยียวยาผู้ต้องหา กลยุทธ์ดังกล่าว คือขอบข่ายงานที่จะช่วยขยายขอบเขตของการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากขอบเขตอันเป็นแบบแผน ด้วยการรวบรวมองค์ประกอบปัจจัยเสริม ทั้งด้านการพัฒนาระดับบุคคลและชุมชน ซึ่งกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่การพัฒนานี้จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการจัดการปัญหาอาชญากรรมหรือความรุนแรง หากมุ่งเป้าไปที่สาเหตุต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น

ดร.กิตติพงษ์ ยังกล่าวว่า มีเหตุจูงใจหลายประการที่ผลักดันให้คนก่ออาชญากรรม ซึ่งส่วนมากมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม การเมือง สภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม ความยากไร้ การขาดโอกาส รายได้ที่ไม่เพียงพอ ขณะที่รัฐบาลอาจมีนโยบายแผนพัฒนาแห่งชาติและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดปัญหาความขาดแคลนขององค์ประกอบในสังคมและที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ได้

“แต่จากการประชุมสามัญขององค์การสหประชาชาติ ได้ลงมติยอมรับ 2030 Agenda for Sustainable เมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นวาระในเวทีโลกเกี่ยวกับการพัฒนาวาระแรกที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม ความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ และที่สำคัญยิ่งคือ บทบัญญัติกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืนและระบบกระบวนการยุติธรรมควรดำเนินไปควบคู่กัน เนื่องจากระบบกระบวนการทางยุติธรรมที่มีศักยภาพ จะมารถขับเคลื่อนไปสู่ความพยายามที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้”

อย่างไรก็ตาม สภาวการณ์ที่มีความเหลื่อมล้ำ ขาดการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม มักเป็นสาเหตุพื้นฐานของการก่อความรุนแรงและอาชญากรรม กระบวนการทางยุติธรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้

[NPC4]“เป็นที่ทราบกันดีว่า การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ปัญหา แต่เราจะป้องกันความรุนแรงและการเกิดอาชญากรรมได้อย่างไร และควรใช้นโยบายใดบ้าง ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายกระบวนการยุติธรรมเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ผู้มีส่วนร่วมและผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ตลอดจนสถาบันต่างๆ จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน”

ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย เด็กและสตรีมักเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เพียงด้านความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง แต่ยังเป็นในด้านความรุนแรงด้วย จากผลการศึกษาวิจัยโดย TIJ ที่ได้สำรวจผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิงที่เคยมีประสบการณ์การถูกทารุณกรรมทางเพศ ทางร่างกาย หรือสภาวะจิตใจโดยคู่สมรส หรือสมาชิกในครอบครัว พบว่ามีกว่า 52%

นอกจากนี้ จากผลการวิจัยร่วมระหว่าง TIJ และ UNODC ในเรื่องของการค้ามนุษย์ที่ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์และประเทศไทย พบว่าเหยื่อการค้ามนุษย์ที่เป็นผู้หญิงและเด็กจำนวนมาก ซึ่งมาจากชุมชนที่กันดารและยากไร้ ครอบครัวไม่มีที่ดินของตัวเองและมีหนี้สิน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักให้พวกเขาต้องอพยพเข้ามาทำงานเพื่อจุนเจือครอบครัว ทำให้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่จะลดจำนวนกลุ่มเสี่ยง คือนโยบายที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในระดับโครงสร้าง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีทัดเทียมกัน

นักอาชญาวิทยาหลายท่านได้มีการหารือในประเด็นที่ว่า จะสามารถการลดปัญหาความรุนแรงและคดีอาญาได้อย่างไร หากมูลเหตุมาจากสภาวะโครงสร้าง จากการศึกษาดูงานทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่พบว่า เราควรมุ่งเน้นที่กลยุทธ์ที่นำไปสู่การพัฒนา โดยบ่งชี้ถึงสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเสี่ยงที่นำไปสู่การก่ออาชญากรรม ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มคนรายได้น้อย และคนในชนบทห่างไกลและยากไร้
[NPC5]