กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างความต่อเนื่องของเรื่องราว

กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างความต่อเนื่องของเรื่องราว

การสร้างความต่อเนื่องในเรื่องราว กล่าวคือเป็นการจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากเรื่องที่มีอยู่ ว่าจะสามารถเป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การเล่านิทานก่อนนอนเรื่องกระต่ายกับเต่า แทนที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดแล้วจบด้วยคติสอนใจ ลองถามคำถามเพิ่มกับเด็กๆ ดูว่า “คิดว่าหลังจากนี้ กระต่ายกับเต่าจะเป็นอย่างไร” เด็กๆ อาจจะคิดคำตอบที่หลากหลาย เช่น “จะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป” หรือ “กลับมาแข่งกันอีกครั้ง” คำถามปลายเปิดจะทำให้เด็กๆ ได้สนุกสนาน ใช้จินตนาการ ใช้มันสมองสมมติเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปเด็กๆ พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แต่บางครั้งพ่อแม่ก็อาจจะเผลอพูดคำบางคำออกไปโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้ลูกหยุดการเรียนรู้ และคำพูดเหล่านั้นก็คือ.. slotxo “ไม่รู้”คงจะมีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่คิดว่า อย่าถามในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะไม่รู้จะบอกคำตอบที่ถูกต้องได้อย่างไร แต่รู้ไหมคะ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องบอกคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่ารู้หรือไม่รู้…
3 คำที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อต้องตอบคำถามเด็กๆ

3 คำที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อต้องตอบคำถามเด็กๆ

ช่วยกันคิด ดีกว่าการยัดเยียดความรู้ก่อนจะไปดู 3 คำที่ควรหลีกเลี่ยง เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตอบคำถามเด็กๆ กันก่อนนะคะ ถ้าอยากเลี้ยงลูกให้ฉลาด การร่วมด้วยช่วยกันคิดย่อมดีกว่าการยัดเยียดความรู้ให้โดยที่เด็กไม่ได้คิดตาม เช่น “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น” “หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร” หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวถามคำถามเหล่านี้ โดยการให้คิดตามว่า “ทำไม” เด็กๆ จะมีโอกาสใช้มันสมองของตนเองมากขึ้นและเติบโตเป็นเด็กที่ฉลาดได้โดยธรรมชาติแต่หากตอบคำถามเด็กๆ slotxo ด้วยคำว่า “ไม่รู้” การเรียนรู้ของเด็กก็จะหยุดเพียงแค่นั้น เพราะสิ่งสำคัญคือ เมื่อรู้แล้ว จึงหาคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การคิดหาคำตอบว่า “ทำไม” เป็นการค้นหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ หรือก็คือการหาเหตุและผลในเรื่องต่างๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กถามว่า “ทำไมท้องฟ้าตอนเย็นถึงเป็นสีแดง”…